พระราชวังสนามจันทร์

posted on 25 Aug 2009 18:33 by tour-thai  in Top10-tourthai
พระราชวังสนามจันทร์

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระราชวังสนามจันทร์)  ตั้งอยู่ในตัวเมือง ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ ๒ กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ ๘๘๘ ไร่ ๓ งาน ๒๔ ตารางวา พระราชวังแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ โดยหลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลปี) ซึ่งต่อมาเลื่อนยศเป็นพระยาศิลป์ประสิทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง พระที่นั่งเมื่อแรกสร้างมีเพียง ๒ พระที่นั่ง ได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม และพระที่นั่งอภิรมย์ฤดี และพระราชทานนามตามประกาศลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๔  และต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกพระมหาเศวตฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นรัตนสิงหาสน์ ภายในพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์เมื่อวันที่ ๗  มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๖ 

    พระราชวังสนามจันทร์ มีอาณาเขตกว้างขวางประกอบด้วยสนามใหญ่อยู่กลาง มีถนนโอบเป็นวงโดยรอบ และมีคูน้ำล้อมอยู่ชั้นนอก ส่วนพระที่นั่งต่าง ๆ นั้นรวมกันอยู่ส่วนกลางของพระราชวังเท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่

    พระที่นั่งพิมานปฐม  เป็นพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นในพระราชวังสนามจันทร์ เป็นตึก ๒ ชั้นแบบตะวันตกตัวอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงใช้เป็นที่ประทับโดยเฉพาะก่อนเสด็จฯขึ้นครองราชย์ เป็นที่ทรงพระอักษร ที่เสด็จออกขุนนาง ที่รับรองพระราชอาคันตุกะ และออกให้ราษฎรเข้าเฝ้ามากกว่าพระที่นั่งอื่นๆ  ภายในพระที่นั่งมีห้องต่างๆ อาทิ ห้องบรรทม ห้องสรง ห้องเสวย ห้องภูษา ฯลฯ

มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาอยู่องค์หนึ่งและมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือพระยาอนุศาสน์จิตรกร(จันทร์ จิตรกร) งดงามน่าชม และที่พระที่นั่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประทับทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ ขององค์พระปฐมเจดีย์บนแท่นไม้สักมีขนาด ๒ เมตร ชื่อว่า “พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย์” ขณะนี้ทางการได้รื้อนำไปตั้งไว้หน้า พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนพระที่นั่งพิมานปฐมนั้น ปัจจุบันใช้เป็นส่วนหนึ่งของศาลากลางจังหวัดนครปฐม

    พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี   เป็นตึก ๒ ชั้น  อยู่ด้านใต้ของพระที่นั่งพิมานปฐม   ขณะนี้ใช้เป็นที่ทำการของศาลากลางจังหวัดนครปฐม

    พระที่นั่งวัชรีรมยา  เป็นตึก ๒ ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย  หลังคาซ้อน มียอดปราสาทมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีงดงาม มีช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ครบถ้วน พระที่นั่งองค์นี้เคยใช้เป็นที่บรรทมเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของศาลากลางจังหวัด

    พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์  อยู่ถัดจากพระที่นั่งวัชรีรมยาโดยมีโถงใหญ่และหลังคาเชื่อมต่อกัน เป็นศาลาโถง ทรงไทย ยกสูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งเมตรและมีอัฒจันทร์ลงสองข้าง หน้าบันอยู่ทางทิศเหนือ เป็นรูปจำหลักท้าวอมรินทราธิราชประทานพร ประทับอยู่ในพิมานปราสาทสามยอด พระหัตถ์ขวาทรงวชิระ พระหัตถ์ซ้ายประทานพร แวดล้อมด้วยบริวารประกอบด้วย เทวดาและมนุษย์ห้าหมู่ พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ออกงานสโมสรสันนิบาต เป็นท้องพระโรงเวลาเสด็จออกขุนนาง  เป็นที่ประชุมข้าราชการและกองเสือป่า  และใช้เป็นโรงละครสำหรับแสดงโขนอีกด้วย จึงมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่า “โรงโขน”  พระที่นั่งมีลักษณะพิเศษ คือ ตัวแสดงจะออกมาปรากฏกายภายนอกฉากบนเฉลียงถึง ๓  ด้าน มิใช่แสดงอยู่เพียงบนเวที   โรงละครที่มีลักษณะดังกล่าวนี้มีอีก ๒ แห่งคือ โรงละครสวนมิสกวันและหอประชุมโรงเรียนวชิราวุธ ปัจจุบันพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ใช้เป็นหอประชุมของจังหวัดนครปฐม หรือใช้ในพิธีต่าง ๆ ของทางราชการ

    พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามจันทร์ เป็นพระตำหนัก ๒ ชั้นคล้ายปราสาทขนาดย่อมสีไข่ไก่ หลังคามุงกระเบื้องสีแดง  สถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ ของฝรั่งเศสกับอาคารแบบฮาร์ฟทิมเบอร์ของอังกฤษ สร้างแบบตะวันตกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักนี้ราวปีพ.ศ. ๒๔๕๑ โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร  กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ  ชั้นบนมีห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม และห้องสรง ชั้นล่างทางทิศตะวันตกเป็นห้องรอเฝ้าฯ และเคยใช้เป็นสำนักงานชั่วคราว ในการออกหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิตรายสัปดาห์   พระตำหนักหลังนี้ใช้เคยเป็นที่ประทับเมื่อเวลามีการซ้อมรบเสือป่า ณ พระราชวังสนามจันทร์ และทรงใช้เป็นที่ประทับตลอดช่วง ปลายรัชกาลเมื่อเสด็จพระราชวังสนามจันทร์

พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์  เป็นเรือนไม้สักทอง ๒ ชั้นแบบตะวันตกทาสีแดง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค  พระตำหนักองค์นี้สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เชื่อมติดต่อถึงกันด้วยฉนวนทางเดินทอดยาวลักษณะเป็นสะพาน หลังคามุงกระเบื้อง ติดหน้าต่างกระจกตลอดความยาวสองด้าน  จากชั้นบนด้านหลังพระตำหนักชาลีฯ ข้ามคูน้ำมาเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนักมารีฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักนี้ราวปี พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร  กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ พระตำหนักทั้งสองหลังสร้างขึ้นด้วย แรงบันดาลพระราชหฤทัยจากบทละครเรื่อง My friend Jarlet ของ Arnold Golsworthy และ E.B. Norman ซึ่งทรงแปลบทละครเรื่องนี้เป็นภาษาไทยชื่อว่า “มิตรแท้”โดยทรงนำชื่อตัวละครในเรื่องมาเป็นชื่อของพระตำหนัก

    พระตำหนักทับแก้ว เป็นตึกหลังเล็กซึ่งเคยเป็นที่ประทับในฤดูหนาว ปัจจุบันได้ปรับปรุง และตกแต่งสวยงาม ใช้เป็นบ้านพักของปลัดจังหวัดนครปฐม ภายในอาคารยังมีเตาผิงสำหรับให้ความอบอุ่น และมีภาพเขียนขาวดำของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บนแผ่นหินอ่อนสีขาวที่ผนังห้อง อนึ่งที่ดินบริเวณเบื้องหลังทับแก้วประมาณ ๔๕๐ ไร่  ได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศิลปากร

    พระตำหนักทับขวัญ  เป็นเรือนไทยภาคกลางที่สมบูรณ์แบบ สร้างด้วยไม้สักทองใช้วิธีเข้าไม้ตามแบบฉบับบ้านไทยโบราณ ฝาเรือนทำเป็นฝาปะกนกรอบลูกฟัก เชิงชายและไม้ค้ำยันสลักเสลาสวยงาม หลังคาเดิมมุงจาก หลบหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา นายช่างผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคือ พระยาวิศุกรรมศิลป์ประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี)  พระตำหนักทับขวัญประกอบด้วยกลุ่มเรือน ๘ หลัง ได้แก่ เรือนใหญ่ ๔ หลัง เรือนเล็ก ๔ หลัง สร้างให้หันหน้าเข้าหากัน ๔ ทิศบนชานรูปสี่เหลี่ยม เรือนหลังใหญ่เป็นหอนอน ๒ หอ (ห้องบรรทมเป็นหอนอนที่อยู่ทางทิศใต้) อีก ๒ หลังเป็นเรือนโถงและเรือนครัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเรือนเล็กอีก ๔ หลังนั้นตั้งอยู่ตรงมุม ๔ มุมๆ ละ ๑ หลัง ได้แก่ หอนก ๒ หลัง เรือนคนใช้และเรือนเก็บของ 

เรือนทุกหลังมีชานเรือนเชื่อมกันโดยตลอด   บริเวณกลางชานเรือนปลูกต้นจันทน์แผ่กิ่งก้านไว้ให้ร่มเงา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะบ้านไทย แบบโบราณ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๔ พระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักองค์นี้เป็นเวลา ๑ คืน และเมื่อมีการซ้อมรบเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้ เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์

    เทวาลัยคเณศวร์ หรือเรียกว่า ศาลพระพิฆเนศวร ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าใหญ่ของพระราชวังสนามจันทร์  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลเทพารักษ์ ขึ้นสำหรับพระราชวังสนามจันทร์ ประดิษฐานพระพิฆเนศวร์ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาการ เพื่อความเป็นสิริมงคลและ เมื่อมองจากพระที่นั่งพิมานปฐม จะเห็นพระปฐมเจดีย์ เทวาลัยคเณศวร์และพระที่นั่งพิมานปฐมอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ศาลนี้เป็นศูนย์กลางของพระราชวังสนามจันทร์มีผู้ศรัทธานับถือกันมาก จนเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระราชวังสนามจันทร์   

    อนุสาวรีย์ย่าเหล เป็นรูปหล่อด้วยโลหะขนาดเท่าตัวจริงของสุนัข ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างยิ่ง ย่าเหลเป็นสุนัขพันธุ์ทางหางเป็นพวง สีขาวด่างดำ หูตก เกิดในเรือนจำจังหวัดนครปฐม เป็นสุนัขของหลวงชัยอาญา (โพธิ์ เคหะนันท์) ซึ่งเป็นพะทำมะรง (ผู้ควบคุมนักโทษ) พระองค์ทรงพบเข้าเมื่อครั้งเสด็จฯตรวจเรือนจำ จึงนับว่าเป็นโชคของย่าเหล ที่ทรงพอพระราชหฤทัย และทรงนำย่าเหลมาเลี้ยง ไว้ในราชสำนัก ด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาด และจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านจนเป็นที่โปรดปรานมาก เป็นเหตุให้มีผู้อิจฉาริษยาและลอบยิงย่าเหลตายในที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโศกเศร้าอาลัยย่าเหลมาก  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปย่าเหลด้วยทองแดงตั้งไว้ หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และทรงพระราชนิพนธ์กลอนไว้อาลัย ย่าเหล ติดไว้ที่แท่นใต้รูปหล่อนั้นด้วย

    เรือนพระธเนศวร ในสมัยก่อนเคยใช้เป็นบ้านพักอาศัยของเจ้าพระยาบุรุษรัตนราชวัลลภ ภายในจัดแสดงพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ มีห้องแสดงเรือกอและ และสิ่งของซึ่งนำมาจากหลายที่ เช่น จากพระตำหนักสวนจิตรลดาหรือพระราชวังบางปะอิน 

    นอกจากนี้ ภายในพระราชวังสนามจันทร์ยังมีบ้านพักข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในที่ตามเสด็จ บ้านพักเหล่านี้ บางหลังก็ชำรุดทรุดโทรม แต่หลายหลังยังอยู่ในสภาพดีที่เห็นได้ก็คือ บ้านพักเจ้าพระยารามราฆพ ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็กซึ่งครั้งนั้นเรียกว่า “ทับเจริญ” ปัจจุบันนี้ได้ใช้เป็นสถาบันวัฒนธรรมภูมิภาคตะวันตก

    พระราชวังสนามจันทร์ เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากการที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังแห่งนี้อยู่เนืองๆ โดยเสด็จฯแปรพระราชฐานให้ตรงกับฤดูการซ้อมรบของพวกเสือป่า พระองค์จึงทรงถือโอกาสออกตรวจตรา และบัญชาการซ้อมรบของพวกเสือป่าด้วยพระองค์เองเสมอ  ปัจจุบันก็ยังมีอาคารซึ่งปลูกสร้างขึ้นเพื่อ กิจการของเสือป่าเหลืออยู่ให้เห็น เช่น อาคารที่พักของเสือป่าม้าหลวง และเสือป่าพรานหลวงกับโรงพยาบาลเสือป่า เป็นต้น

ปัจจุบันพระราชวังสนามจันทร์บางส่วน อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ มหาวิทยาลัยศิลปากร และจังหวัดนครปฐม  เปิดให้เข้าชมทุกวัน ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์  ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. (ปิดขายบัตร ๑๕.๓๐ น.) อัตราค่าเข้าชม  คนไทย ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักศึกษา ๑๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๕๐ บาท  โทร.  ๐ ๓๔๒๔ ๔๒๓๗, ๐ ๓๔๒๔ ๔๒๓๖-๗, ๐ ๓๔๒๔ ๔๒๓๖-๗ โทรสาร ๐ ๓๔๒๔ ๔๒๓๕ 

edit @ 27 Aug 2009 21:46:30 by scofby

edit @ 27 Aug 2009 21:49:11 by scofby

วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จ.ลำปาง

เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมายได้แก่

-IMG_0326.jpg

วิหารหลวง วิหารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2019 โดยเจ้าหมื่นคำเป๊ก ภายในมีซุ้มปราสาททองเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ด้านหลังเปนที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ บนแผงไม้คอสองมีภาพจิตรกรรมเก่าแก่งดงามเรื่องทศชาติและพรหมจักร

วิหารพระพุทธ ไม่ปรากฏว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี เดิมเป็นวิหารเปิดโล่งหน้าบันเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่เต็มอาคาร ก่ออิฐถือปูน ศิลปะเชียงแสน และยังปรากฏเงาพระธาตุภายในวิหารอีกด้วย

เมื่อหันหน้าเข้าหาวิหารหลวง ด้านขวามือ คือ วิหารน้ำแต้ม หรือวิหารภาพเขียนสี (“แต้ม” แปลว่า ภาพเขียน) สร้างเมื่อ พ.ศ.2044 เป็นวิหารเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดอีกหลังหนึ่งทางภาคเหนือ ภายในเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม ไม่มีฝ้าเพดาน กำแพงด้านพระประธานเขียนภาพลายทองบนพื้นรักแดง มีภาพจิตรกรรมศิลปะล้านนาบนแผงไม้คอสองที่กล่าวกันว่าเก่าแก่ที่สุด และหลงเหลือเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมา แต่ปัจจุบันภาพเขียนลบเลือนไปมาก และประดิษฐานพระพุทธรูปสัมริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1.25 เมตร สูง 1.25 เมตร

วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จ.ลำปาง

ซุ้มพระบาท สร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ฐานก่อขึ้นเป็นชั้นคล้ายฐานเจดีย์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 1992 ภายในมองเห็นแสงหักเหปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ แต่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น

กุฏิพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปีมาแล้ว

วิหารพระเจ้าศิลา เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าศิลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว้ เมื่อ พ.ศ. 1275 พระบิดาของพระนางจามเทวีมอบให้ประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้

พิพิธภัณฑ์ รวบรวมศิลปวัตถุจากที่ต่าง ๆ ที่หาชมได้ยาก เช่นสังเค็ด ธรรมาสน์ คานหาบ ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น

นอกจากนี้วัดพระธาตุลำปางหลวงยังเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะล้านนาสลักด้วยหยกสีเขียว ทุกปีจะมีงานนมัสการพระแก้วดอนเต้าในวันเพ็ญเดือน 12 ตามคติความเชื่อของการไหว้พระธาตุปีเกิด พระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีฉลู นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุลำปางหลวงได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 07.30-17.00 น.

การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 18 กิโลเมตร ตามทางหลวงสายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเกาะคา จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าอีก 1 กิโลเมตร หรือหากเดินทางโดย รถโดยสารประจำทาง สามารถใช้บริการรถสองแถวสีฟ้าที่ถนนรอบเวียงใกล้ตลาดออมสิน

edit @ 27 Aug 2009 21:48:15 by scofby

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์

ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลง เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในช่วงนั้น

ปราสาทพนมรุ้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธานบนยอดอันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ บันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตระพัง (สระน้ำ) สามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ที่ขอบทางทั้งสองข้าง เป็นระยะๆ ถนนทางเดินนี้ ทอดไปสู่สะพานนาคราช ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อ ระหว่างดินแดนแห่งมนุษย์และ สรวงสวรรค์ ด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลง 1 หลัง เรียกกันว่า โรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งทำเป็นชานพักเป็นระยะๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลาโล่งกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท และจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์

ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป คือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมอยู่ทางด้านหน้าที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธาน ตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่างๆ ตลอดจนกลีบขนุนปรางค์ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ ศิวนาฏราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่นๆ ช่วยให้กำหนดได้ว่าปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17

ภายในลานชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีปรางค์ขนาดเล็ก 1 องค์ ไม่มีหลังคา จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง บอกให้ทราบได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธาน มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16

นอกจากนี้ยังมีฐานปรางค์ก่อด้วยอิฐซึ่งมีอายุเก่าลงไปอีก คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์ประธาน และที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยกันกับพลับพลาที่สร้างด้วยศิลาแลงข้างทางเดินที่เรียกว่า “โรงช้างเผือก”

กรมศิลปากรได้ทำการซ่อมแซมและบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง โดยวิธีอนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS) คือ รื้อของเดิมลงมาโดยทำรหัสไว้ จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังลงมากลับไปก่อใหม่ที่เดิม โดยใช้วิธีการสมัยใหม่ช่วย และเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปีพุทธศักราชที่ 2531 ได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โทร. 0 4463 1746

การเดินทางไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

รถส่วนบุคคล จากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ สามารถเดินทางไป พนมรุ้งได้ 2 เส้นทาง คือ

1. ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง (ทางหลวง 208) ระยะทาง 50 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 24 ไป 14 กิโลเมตร ถึงบ้านตะโก เลี้ยวขวาผ่านบ้านตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติไปพนมรุ้งเป็นระยะทางอีก 12 กิโลเมตร

2. ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ทางหลวงหมายเลข 23 เป็นระยะทาง 44 กิโลเมตร จากตัวอำเภอประโคนชัย มีทางแยกไปพนมรุ้ง ระยะทางอีก 21 กิโลเมตร (เส้นทางนี้ผ่านทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำด้วย)

รถโดยสาร จากสถานีขนส่งบุรีรัมย์ ขึ้นรถสายบุรีรัมย์-จันทบุรี ลงรถที่บ้านตะโกแล้วต่อรถสองแถวหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปพนมรุ้ง ควรตกลงราคาค่าโดยสารก่อนเดินทาง

edit @ 27 Aug 2009 21:49:38 by scofby

ตลาด100ปี ลาดชะโด ภาพฝันวันวาน

จากคำขวัญของชุมชนที่ว่า ลาดชะโดแดนทำหรีด อดีตแหล่งรวมปลา เสาศาลาวัดต้นใหญ่ ภาพยนตร์ไทยมาถ่ายทำ งามล้ำด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ...คงบงบอกความเป็นชุมชนเก่าแก่ และความน่าสนใจของลาดชะโด ได้เป็นอย่างดี ลาดชะโดเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ที่เราคุ้นเคยกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น รักข้ามคลอง บุญชู สตางค์ ความสุขของกะทิ และอีกหลายเรื่อง ยังมีสถาปัตยกรรมที่สุดยอดด้วย คืออาคารไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ คืออาคารของโรงเรียนวัดลาดชะโด ยังได้รับพระราชทาน รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2549 ประเภทชุมชนพื้นถิ่นอีกด้วย

ทางเข้าจากทางน้ำภาพจากทางน้ำ มองเข้าไปที่ตลาดสะพานข้ามคลอง ทำด้วยไม้

ในช่วงแรกมีการจับฉลากในการให้สิทธิ์พื้นที่ในตลาด ชุมชนค้าขายของชาวเรือนแพ จึงได้อพยพจากน้ำ ขึ้นสู่บก โดยในการก่อสร้างตลาดนั้น เริ่มตรงพื้นที่ที่ติดน้ำ คลองลาดชะโด แล้วขยายเข้าไปสู่ฝั่งเรื่อยๆ ส่วนค่าใช้จ่าย ในการก่อสร้างนั้นใช้ระบบเรือนค้าของผู้ใดผู้นั้นก็ออกเงิน ในการก่อสร้างเอง

ส่วนพื้นที่ส่วนรวม สาธารณประโยชน์ อาทิ ท่าขนส่งสินค้า หรือ หลังคารวมในตลาด สมาชิกผู้อาศัยในตลาดลาดชะโด จะออกเงินเป็นกองกลางในการก่อสร้างเอง  ตลาดลาดชะโดจึงดำเนินการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเป็นตลาดที่คึกคักรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น

กระเป๋าที่ระลึกลาดชะโดชุมชน ในแบบสถาปัตยกรรมเก่าผัดไทย

ใครมาที่นี่ก็มักจะถามว่าชื่อ ลาดชะโดมาจากไหน ก็ตอบไว้เลยครับว่า มาจากเมื่อสมัยก่อนั้น ชุมชนเดิมเรียกว่า บ้านจักรราช แต่การที่หมู่บ้านนี้มีชื่อเรียกว่า ลาดชะโด นั้น น่าจะมาจากสภาพพื้นที่ เป็นที่ลาดริมน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ ของูคลองที่มีอยู่มากมาย และอุดมไปด้วยปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะปลาชะโด ถึงขนาดมีคำเตือนว่า เวลาพายเรือให้ระวังไม้พายจะไปโดนปลาชะโดเข้า

ทางเข้าจากทางน้ำของที่ระลึกสถานีตำรวจ ลาดชะโด

ความน่าสนใจของตลาดลาดชะโด (จุดสะดุดตา)

  • สองฝั่งของคลองบางคลี่ โดยการล่องเรือจากท่า คัลทรีโฮม ไปยังตลาดลาดชะโด ก็จะได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตริมคลอง การจับปลาด้วยยอ ที่หาดูได้ยาก
  • บริเวณร้านค้า บ้านเรือนในตลาด และคลองบางคลี่ ที่ยังคงความเป็นไทย และสื่อถึงความเป็นชนบท จึงได้ถูกใช้เป็นฉากใน การถ่ายทำภาพยนตร์ไทย หลายเรื่อง เช่น บุญชู ดงดอกเหมย รักข้ามคลอง สตางค์ ความสุขของกะทิ เป็นต้น

ห้องฉายภาพยนตร์ ที่เคยมาถ่ายทำที่ลาดชะโดภาพยนตร์ ที่เคยมาถ่ายทำที่ลาดชะโดในห้องฉายภาพยนตร์ เด็กๆชอบมาดูกัน

  • วัดลาดชะโด เป็นวัดเก่าแก่ ที่มีมานานกว่า100ปี พื้นที่วัดล้อมรอบด้วยลำคลอง มีลักษณะคล้ายเกาะ มีการบูรณะปฎิสังขร์หลายครั้ง ศาลาวัดสร้างด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่ อายุกว่า100ปี สร้างประมาณ พ.ศ.2456 มีความสวยงามมาก
  • ศาลเจ้าลาดชะโดที่เก่าแก่ เกิดมาจากความเชื่อ ในสมัยที่มีการขุดคลอง ลาดชะโด หลังจากขุดเสร็จสิ้น มักเกิดเหตุเพลิงไหม้อยู่เสมอๆ ชาวชุมชน จึงได้เชิญซินแสชาวจีน มาดูเพื่อหาสาเหตุ ได้ความว่า จะต้องสร้างศาลเจ้าขึ้นริมน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก

ศาลเจ้าลาดชะโดไปศาลเจ้าลาดชะโดภาพสมัยอดีต

  • โรงเรียนลาดชะโด อาคารเรียนสร้างด้วยไม้ ใต้ถุนสูง เป็นรูปตัวอี (E) สร้างเมื่อปีพ.ศ.2503 เป็นอาคารไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และบริเวณด้านหน้าโรงเรียน มีวงปลาธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก ใครไดเห็นอาคารเรียนอย่างนี้อาจจะนึกถึงสมัยเด็กๆ ที่ต้องลงเทียน ขัดพื้นกันสนุกสนาน

หน้าโรงเรียนห้องเรียนเด็กๆอาคารเรียนไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
อาคารไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

  • ชุมชนได้รับรางวัล อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2549 ประเภทชุมชนพื้นถิ่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ภาพสมัยอดีตพิพิธภัณฑ์ ประมงพื้นบ้านลาดชะโดลูกชิ้นปิ้ง
บรรยากาศภายในตลาดแผนที่สำหรับนักท่องเที่ยวบรรยากาศภายในตลาด

  • เป็นบ้านเกิดของ ศิลปินนักร้องนักแต่งเพลง ในยุค 70’s คุณธีรศักดิ์ อัจจิมนนท์ ผู้ขับร้องเพลงกุหลาบแดง และลมลวง ที่เคยโด่งดังในอดีต

 


ใครสนใจเดินทางไปเที่ยวที่ตลาดลาดชะโด ท่ามกลางบรรยากาศภาพฝันวันวาน มาได้ทุกวันหยุดนะครับ ที่ ต.ลาดชะโด อ.ผักไห่ จ.พระครศรีอยุธยา ใกล้แค่นี้เอง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานพระนครศรีอยุธยา โทร.035 322 730-1

อัลบั้มภาพตลาดลาดชะโด คลิ๊กที่นี่

 แผนที่ แสดงที่ตั้ง
จุดA คือตลาดลาดชะโด
จุดB คือ ท่าเรือ คัลทรีโฮม สำหรับผู้ต้องการล่องเรือมายังตลาดเพื่อชมธรรมชาติ

edit @ 27 Aug 2009 21:50:25 by scofby

edit @ 27 Aug 2009 21:51:28 by scofby

edit @ 27 Aug 2009 21:51:43 by scofby